สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี กินเพื่อสุขภาพ เพื่อ

สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี



icon



         หลาย คนอาจจะคิดว่าอาการท้องผูกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในผู้สูงอายุ ทั้งๆ ที่บางครั้งอาการท้องผูกอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องท้องผูก แต่อาจแสดงถึงโรคบางอย่างในร่างกายซึ่งควรได้รับการรักษา รวมถึงต้องไม่ลืมรักษาอาการท้องผูกด้วย 

    สาเหตุของท้องผูก

          หลายคนอาจจะสงสัยว่าอย่างไรถึงจะเรียกว่าท้องผูก คำตอบก็คือหากภายใน 1 สัปดาห์ถ่ายน้อยกว่า 3 วัน

          โดยอาการท้องผูกอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ โรคบางอย่าง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคไทรอยด์ โรคซึมเศร้า โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคหนังแข็ง (scleroderma) และโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงยังพบว่าผู้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่มีอาการรุนแรง ซึ่งต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาและต้องเปลี่ยนเวลาการรับประทานอาหาร ก็อาจเกิดอาการท้องผูกได้ด้วยเช่นกัน ส่วนผู้ป่วยโรคทางสมองที่ต้องนอนตลอดเวลา อาจเกิดลำไส้บิดตัว ซึ่งจะไปขัดขวางการขับถ่าย ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการท้องผูกแล้ว ยังอาจเกิดอาการท้องอืด ตะคริว อาเจียนด้วย หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์

           นอกจากนี้ยังมียาบางอยางที่ก่อให้เกิดอาการท้องผูก ได้แก่ ยาลดกรด เช่น อะลูมินัมไฮดร็อกไซด์ (aluminum hydroxide) แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ยารักษาโรคหอบหืด ยาแก้ท้องเดิน ยารักษาโรคพาร์กินสัน ยารักษาโรคซึมเศร้า เช่น ยาแก้เศร้ากลุ่ม tricyclics ยาลิเทียมที่รักษาอาการคลุ้มคลั่ง (lithium) ยาลดความดัน ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ยาระงับปวด ยาระบาย (เมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน) ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดน้ำมูก เช่น ซูโดเอฟรีดรีน (pseudoephedrine) 

    อาหารและอาการท้องผูก

        แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและอาการท้อง ผูก แต่ก็พบว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ผู้ป่วยบางรายที่ได้รับอาหารที่ให้พลังงานน้อย หรือร่างกายขาดน้ำก็ทำให้มีอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้การรับประทานอาหารน้อยลง และการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยก็ก่อให้เกิดอาการท้องผูกได้เหมือนกัน 

    การรักษา

           หากอาการท้องผูกไม่รุนแรง การหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืช ถั่ว ผักต่างๆ เช่น บรอคโคลี รวมถึงผลไม้ ก็จะช่วยแก้ไขอาการท้องผูกได้ แต่ถ้าการดื่มนมหรือการรับประทานอาหารที่ทำจากนมมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้ ท้องผูก หรือทำให้อาการท้องผูกรุนแรงขึ้น ก็ควรดื่มนมน้อยลง นอกจากนี้ยังไม่ควรเครียด เพราะความเครียดทำให้ท้องผูก และพยายามขับถ่ายให้เป็นเวลาและเป็นประจำโดยเฉพาะหลังอาหารเช้า รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยได้ แต่ถ้าอาการท้องผูกมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วควรไปพบแพทย์

           และถ้าหากมีอาการท้องผูกรุนแรง ก็ควรไปพบแพทย์ หรือรับประทานสิ่งที่ทำให้เกิดการระบายดีขึ้น เช่น sorbitol ซึ่งสารให้ความหวาน โดยใช้ประมาณ 30-50 ซีซี (ผสมกับน้ำดื่มในเวลากลางคืน) แต่หากเกิดอาการท้องเสียให้หยุดรับประทาน หรืออาจใช้วิธีสวนล้างลำไส้ ซึ่งหากอาการยังไม่ดีขึ้นก็ให้เพิ่มปริมาณน้ำ โดยค่อยๆ ให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในลำไส้ (ประมาณ 1-2 ลิตร) หรือเพิ่มระดับความแรงของน้ำ แต่ไม่ควรแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ลำไส้โป่งพองจนแตกได้ 

           สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกมานาน ควรฝึกการขับถ่ายเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังอาหารเช้า เพื่อกระตุ้นร่างกายให้ขับถ่ายอย่างเป็นอัตโนมัติ รวมถึงไม่อั้นอุจจาระเมื่อรู้สึกปวดถ่าย และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำลูกพรุน หรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ หรือดื่มน้ำเพิ่มขึ้น แต่หากวิธีการเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลก็อาจจะต้องใช้ยาระบายช่วย แต่ควรเป็นชนิดที่ไม่ระคายเคืองต่อลำไส้ อย่างไรก็ดี พึงระลึกไว้ว่ายาระบายทุกชนิดทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และทำให้มีโพแทสเซียมมากเกินไปในหลอดเลือด ดังนั้นควรดื่มน้ำมากๆ เมื่อกินยาระบาย 

           โดยยาระบายที่ช่วยเพิ่มกากจัดว่ามีความปลอดภัยสูง อย่างเช่น ไซเลียม (psyllium) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่สกัดจากเปลือกของไซเลียม ใช้ชงน้ำดื่มโดยอาจจะผสมน้ำผลไม้ด้วยเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้กากอาหารมีความอ่อนนุ่มขับถ่ายได้ง่าย แต่ควรหลีกเลี่ยงหากว่ามีปัญหาการอุดตันของระบบทางเดินอาหาร หรือหากว่าใช้แล้วเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อหรือรู้สึกอึดอัด ไม่สบายท้อง 

    อย่าใช้ยาระบายในทางที่ผิด

         มีผู้คนจำนวนไม่น้อยใช้ยาระบายเพื่อแก้ปัญหาท้องผูก ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้เป็นประจำ เพราะการใช้ยาระบายเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อของ ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเจ็บป่วยที่ร้ายแรง เช่น ทำให้ลำไส้ใหญ่หย่อนยานจนไม่สามารถบีบรัดขับของเสียออกมาได้

         ดังนั้นควรพยายามแก้ปัญหาท้องผูกด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอย่างแรก และหากเกินแก้แล้วก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป














เพื่อสุขภาพ
ที่มา... HealthToday

Comment

Comment:

Tweet

สวยมากๆึครับ

#1 By ลมูล on 2012-02-27 21:18

Recommend